Banner_website

Photo Essay

PBL

“ปัญหา สู่ปัญญา” ด้วยกระบวนการ “ชง เชื่อม ใช้ สะท้อน”

อ่าน 25 นาที

การเรียนรู้ไปถึงระดับเชื่อมโยงจำเป็นต้องมีการปูพื้นฐานอย่างเป็นขั้นตอน ครูจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากที่จะช่วยหนุนเสริมเด็กในส่วนนี้ ที่โรงเรียนบ้านตะเคียนราม จ.ศรีสะเกษ มีการเรียนการสอนแบบบูรณาการ โดยใช้ “ปัญหา” เป็นฐาน หรือ Problem Based Learning โดยใช้ “ชง เชื่อม ใช้ สะท้อน” เป็นกระบวนการเพื่อให้ครูได้ฝึกทักษะความสามารถให้ “มองเห็น” พัฒนาการของนักเรียน เพื่อเกิดการเรียนรู้ไปถึงระดับเชื่อมโยง

เรียบเรียงโดย BIEROTTO
12 กุมภาพันธ์ 2564
3.2K

“ปัญหา สู่ปัญญา” ด้วยกระบวนการ “ชง เชื่อม ใช้ สะท้อน”

ในบทนำ หนังสือครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “สอนสู่การเรียนรู้เชื่อมโยง” คือ การเรียนรู้ที่ดำเนินจากระดับผิว (Surface) สู่ระดับลึก (Deep) และระดับตีความนำไปใช้ในสถานการณ์อื่น (Transfer) การเรียนรู้ไปถึงระดับเชื่อมโยงจำเป็นต้องมีการปูพื้นฐานอย่างเป็นขั้นตอน ครูจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากที่จะช่วยหนุนเสริมเด็กในส่วนนี้
.

จากเวที Online PLC Coaching ครั้งที่ 6 ซึ่งมีครูศุภากร อ่อนลา (ครูปู) โรงเรียนบ้านตะเคียนราม จ.ศรีสะเกษ เป็นครูต้นเรื่อง ซึ่งที่โรงเรียนมีการเรียนการสอนแบบบูรณาการ โดยใช้ “ปัญหา” เป็นฐาน (Problem Based Learning: PBL) มีกระบวนการที่น่าสนใจ คือ “ชง เชื่อม ใช้ สะท้อน” เพื่อให้ครูได้ฝึกทักษะความสามารถให้ “มองเห็น” พัฒนาการของนักเรียน ทั้งการสั่งสมความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ สมรรถนะ และบุคลิก ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาปัญญา (Intelligence)

.

จังหวะของ “ชง เชื่อม ใช้”

.

“หน่วยยุทธการปราบขยะ” คือ เรื่องเล่าที่เกิดขึ้นในห้องเรียนของครูปู แม้ว่าครูจะมีเป้าหมายเพื่อพาเด็กไปเรียนรู้แล้ว แต่สิ่งสำคัญที่ครูปูคิดคือทำอย่างไรเด็กจึงจะอยากเรียนไปกับเรา ดังนั้นวิธีการ เทคนิค และจังหวะที่เหมาะสมเพื่อชี้ชวนให้นักเรียนอยากเรียนรู้ปัญหานี้ด้วยตัวของเขาเองจึงเป็นประเด็นสำคัญ


ps-ครูปู_PLC6-02.jpg



หน่วยยุทธการปราบขยะจึงถูกออกแบบการเรียนการสอนไว้ 10 สัปดาห์ แม้เรื่องเล่าในเวทีส่วนใหญ่จะมาจากกิจกรรมเรียนรู้ในสัปดาห์ที่ 4 (กิจกรรมขัดเกลาขยะภายในใจ) แต่ช่วง 3 สัปดาห์แรก ถือเป็นกระบวนการสำคัญให้นักเรียน “มองเห็น” ปัญหา และรู้ว่าตนเองกำลังเรียนอะไร
.

จังหวะของการ “ชง” จะเริ่มจากจุดนี้ จากเรื่องเล่าจะเห็นว่าครูปูได้พาเด็กนักเรียนเรียนรู้ปัญหาในสถานการณ์จริง หรือ สถานที่จริง นั่นก็คือขยะในโรงเรียน นำไปสู่การกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ และปูพื้นฐานการเรียนรู้ระดับผิว ซึ่งครูปูยังมีบทบาทสำคัญช่วยตั้งคำถามกระตุ้นคิดให้เด็กไม่มองข้ามแต่สนใจปัญหานั้นได้ ด้วยการตั้งคำถามขณะที่นักเรียนสังเกตสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนว่า “สิ่งไหนไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ?” “ทำไมต้นไม้บางต้นออกดอกเป็นแก้วพลาสติก?” เป็นต้น

.
จากนั้นจึงเข้าสู่จังหวะ “เชื่อม” ที่ครูปูใช้การตั้งคำถาม “ให้เด็กคิดต่อจากปัญหาที่พบและสังเกตเห็น” เช่น “โรงเรียนมีบรรยากาศเป็นอย่างไรบ้าง?” “นักเรียนรู้สึกอย่างไร?” “นักเรียนคิดว่าขยะมาจากไหน?” เป็นต้น หลังจากนั้นครูจึงตั้งคำถามให้ “เด็กสำรวจตนเอง” แล้ว ตั้งคำถาม “ยกระดับ” ให้เด็กคิดถึงผลกระทบจากปัญหานั้น เพื่อให้เด็กตระหนักถึงปัญหา เช่น “นักเรียนเคยทิ้งขยะหรือไม่?” “ขยะเกลื่อนกลาดส่งผลกระทบต่อนักเรียน โรงเรียน ผู้คนและชุมชนหรือไม่ อย่างไร? “นักเรียนมีวิธีการจัดการขยะให้ถูกต้องปลอดภัยอย่างไร?” เป็นต้น กระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นการสอนที่ไม่ได้เอาความรู้ยัดเยียดใส่สมองเด็ก แต่เป็นการจัดการให้เด็กเรียนรู้อย่างเป็นขั้นตอน เน้นฝึกให้เด็กวางแผนและมีส่วนร่วมออกแบบการเรียน

.
หลังจากนั้นจึงพาเข้าสู่การ “ใช้” คือ ทำจริง ปฏิบัติจริง สัมผัสจริง ซึ่งเรื่องเล่าออกมาในรูปแบบของชิ้นงาน ได้แก่ การนำขยะมาประดิษฐ์เพื่อนำไปถวายและทำบุญที่วัดระเบาะซึ่งเป็นวัดประจำชุมชน และรูปแบบของภาระงาน ได้แก่ การคัดแยกขยะ สืบค้น และการแสดงความคิดเห็น ซึ่งบางกิจกรรมครูจับต้องไม่ได้แต่สัมผัสได้ถึงความตั้งใจของเด็ก ๆ

.

งานประดิษฐ์ ภารกิจฝึก Grit ให้ผู้เรียนและผู้สอน

.
ขยะส่วนใหญ่ที่เก็บมาได้นั้นเป็นหลอดพลาสติก เด็กจึงสนใจที่จะนำมาทำงานประดิษฐ์ดอกไม้พลาสติก เพื่อลดปริมาณและใช้ประโยชน์จากขยะที่เกิดขึ้น เมื่อมองตามวัยของผู้เรียน (ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3) ก็เป็นกิจกรรมที่ตอบโจทย์ความสนใจของเขา แต่อีกมุมหนึ่ง งานประดิษฐ์ก็เป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และความมานะอดทนต่องานที่ทำ ซึ่งเด็กวัยนี้มักจะขาดคุณสมบัติส่วนนี้ การประดิษฐ์ดอกไม้จากหลอดพลาสติกจึงเป็นภาระกิจที่แฝงไปด้วยความท้าทายของผู้เรียนและผู้สอนอย่างครูปูซึ่งไม่เชี่ยวชาญเรื่องงานประดิษฐ์เลย จึงเป็นสิ่งที่ครูและนักเรียนจะได้มาเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน

.
ระหว่างกระบวนการทำงานประดิษฐ์ ปรากฎการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทำกิจกรรมนี้ร่วม 2 ชั่วโมง ครูปูสังเกตเห็นได้ว่าเด็ก ๆ ไม่ลุกออกจากห้องไปไหนเลย มีสมาธิ และมีการร่วมมือกัน นั่นคือเด็กมีแนวโน้มเกิดความมุมานะอดทน (Grit) เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ด้วยตัวเอง


ps-ครูปู_PLC6-03.jpg


อีกประเด็นที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของครูปู คือ การที่ครูกล้าบอกกับเด็ก ๆ ว่าไม่เก่งเรื่องงานประดิษฐ์แต่พร้อมจะเรียนรู้ร่วมกับเด็ก ๆ การเปิดใจของครูและเห็นครูทำเป็นตัวอย่างทำให้เด็กกล้าที่จะเปิดตัวเอง ทั้งความคิดที่สร้างสรรค์งานด้วยรูปแบบที่ต่างจาก YouTube และมองความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้เป็นความท้าทายและโอกาสการเรียนรู้ใหม่ ๆ
.
ครูปูกล่าวว่า “สำหรับงานประดิษฐ์ เราเป็นผู้ใหญ่แม้จะไม่ถนัดก็ยังพอจะทำได้ แต่เด็ก ๆ 8 – 9 ขวบ ที่ทำไม่ได้เขาจะมีความอึดอัดในการเรียนรู้กับกิจกรรมนี้ ครูจึงต้องทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและเห็นคุณค่าของตัวเองว่าสามารถที่จะเรียนรู้ร่วมกับเพื่อน ๆ ได้ เช่นการมอบหมายหน้าที่อื่นให้แก่เขาแทน ตัวอย่างเช่น เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานประดิษฐ์ไม่เป็น ครูปูก็จะชวนมานั่งข้าง ๆ เพื่อตัดหลอดให้เพื่อนไปประกอบเป็นดอกไม้ ซึ่งน้องก็จะมีความภูมิใจกับสิ่งที่เขาทำได้”

.

“ขัดเกลาขยะภายในจิตใจ”... จากปัญหา สู่ปัญญา



ps-ครูปู_PLC6-04.jpg


จากเรื่องเล่าของครูปูผ่านกระบวนการชง เชื่อม ใช้ และสะท้อน ในหน่วยยุทธการปราบขยะ ที่เริ่มต้นจากการพานักเรียนไป “ปะทะ” กับ “ปัญหาขยะ” จนนำไปสู่การประดิษฐ์ดอกไม้จากขยะหลอดพลาสติก เหมือนการนำปัญหามาแก้ไขจนเกิดปัญญา แค่ครูปูยังต่อยอดด้วยคำถามติดพันอย่าง “พี่ ๆ อยากไปวัดกันไหม?” “ถ้าเช่นนั้น เราทำดอกไม้ไปถวายพระอาจารย์กันดีไหม?” จนกลายเป็นการเดินเท้าไปทำกิจกรรมที่วัดใกล้โรงเรียน เพื่อเรียนรู้เรื่องราวในพระพุทธศาสนา สอดแทรกบูรณาการเรื่องระเบียบวินัย ความปลอดภัยในการเดินทาง มารยาทการเข้าวัด และอาชีพที่สุจริต ในวันนั้นเด็กๆ ได้ถวายดอกไม้จากขยะหลอดพลาสติกที่ประดิษฐ์ขึ้นเองให้แก่พระอาจารย์ และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาใช้ในสถานการณ์จริง ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับตัวเด็กเอง  เปรียบไปก็เหมือน “การขัดเกลาขยะภายในใจ”

.
การที่เด็ก ๆ จะฝึกเห็นและขัดเกลาขยะในใจตนเอง อาจไม่จำเป็นต้องไปที่วัดก็ได้ แต่ครูปูมองว่าการให้เด็กได้เรียนรู้ทัศนคติและความรู้จากสถานที่อื่นซึ่งมีความผูกพันกับชุมชนก็เป็นสิ่งที่เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้แก่เด็ก ซึ่งในกรณีนี้วัดก็เป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับเป้าหมายที่เราตั้งไว้

ครูปูกล่าวว่า “การที่เราจะทิ้งเศษขยะสักชิ้นลงไปบนพื้นดิน ถ้าคุณงามความดีภายในจิตใจเราไม่มีเลย ไม่รักสิ่งแวดล้อม ไม่รักชุมชน ไม่รักโรงเรียน ขยะก็จะล้น เป็นการทิ้งโดยไม่มีจิตสำนึกที่ดีงาม การสอนให้เด็กได้ความรู้ ความเก่งอย่างเดียวแต่ไม่มีความดีงามเลย ในความคิดเห็นของครูปู ไม่ตอบโจทย์การเรียนและการใช้ชีวิต เพราะคุณงามความดีภายในจิตใจจะทำให้เรารักชุมชนที่อยู่และเกิดการยั้งยั้งชั่งใจ” และทำให้เด็ก ๆ เป็นพลเมืองที่เข้มแข็งให้กับสังคมได้ในทุก ๆ วัน

.

เรื่องเล่า PBL.“หน่วย ยุทธการปราบขยะ” ทำให้ได้เห็นหน้าที่ของครูในการตั้งคำถามกระตุ้นคิด ที่นำไปสู่การออกแบบกิจกรรมให้นักเรียนได้ฝึกคิด ฝึกแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้ฝึกการบังคับตัวเอง และพูดคุยกับตัวเอง ซึ่งจะช่วยกรุยทางให้เด็กสามารถสร้างการเรียนรู้เชื่อมโยงต่อไป โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายการเรียนรู้นั้นมีความหมายหรือมีคุณค่าต่อตัวเอง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

.

.

เรียบเรียงข้อมูลจาก

โครงการครูเพื่อศิษย์สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยงออนไลน์ ครั้งที่ 6

ครูต้นเรื่อง : ครูศุภากร อ่อนลา (ครูปู) โรงเรียนบ้านตะเคียนราม จ.ศรีสะเกษ

สอนระดับชั้น : ประถมศึกษาปีที่ 3/2 กลุ่มวิชาบูรณาการ (Problem based learning : PBL)

 

PBL
ครูโค้ช
ความรู้ระดับผิว
ปูพื้นฐานสู่ผลการเรียนระดับสูง
การเรียนรู้ระดับลึก
PHOTOESSAY
ONLINEPLCCOACHING6
ACTIVELEARNING
BIEROTTO
นักเขียน
BIEROTTO
เด็กหงส์โดยสายเลือด ตกหลุมรักใน Lifestyle ยุค 90's ผู้อยากสื่อสารงานวิทยาศาสตร์ให้คนทั่วไปเข้าใจง่าย ๆ กับโอกาสครั้งใหม่ในการสื่อสารงานด้านการศึกษา
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
profile
กรุณา Login ก่อน comment