องค์ความรู้
เรียนภาษาไทย สไตล์ครูนัจรีย์
เมื่อ “ภาษาไทยคือหัวใจของทุกวิชา” คือ เป้าหมายหลักที่ ครูนัจรีย์ หมีนพราน (ครูรีย์) โรงเรียนบ้านตะโละใส จังหวัดสตูล ใช้เป็นหลักในการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย แล้วครูรีย์จะมีวิธีการออกแบบอย่างไร เพื่อให้เด็ก ๆ อ่านและเขียนอย่างคล่องแคล่วในบรรยากาศที่เสริมการเรียนรู้
“ภาษาไทยคือหัวใจของทุกวิชา” คือ เป้าหมายหลักที่ครูนัจรีย์ หมีนพราน (ครูรีย์) ครูโรงเรียนบ้านตะโละใส จังหวัดสตูล ใช้เป็นหลักในการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เพราะครูรีย์มองว่าการเรียนภาษาไทยมีความสำคัญอย่างมาก ถ้านักเรียนอ่านและเขียนอย่างคล่องแคล่ว วิชาอื่น ๆ ก็จะดีตามไปด้วย
.
“คำนาม นำการคิด” เมื่อเรียนภาษาไทยไม่ใช่แค่ เปิด อ่าน จด
.
“คำนาม นำการคิด” เรื่องเล่าในห้องเรียนของครูรีย์ จากกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องคำนาม วิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนเข้าใจ และสามารถจำแนกชนิดคำนามได้ โดยใช้กระบวนการ Active Learning 4 ขั้นตอน มาทำการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพของผู้เรียน

.
- จิตตปัญญา
ครูนัจรีย์ใช้กระบวนการการประเมินก่อนสอน (Pre-assessment) โดยใช้ 2 วิธี คือ การพูดคุย – การถามคำถาม เช่น นักเรียนรู้จักคำนามหรือไม่ คำนามมีลักษณะอย่างไร ฯลฯ จากนั้นจึงทำการประเมินโดยใช้ข้อสอบ ซึ่งการประเมินทั้งสองอย่างจะทำให้คุณครูรู้ความรู้พื้นฐานของนักเรียน นำผลไปออกแบบดำเนินการช่วยเหลือ และนักเรียนก็จะได้รู้จักตนเอง ว่ามีความรู้เรื่องนี้อย่างไรบ้าง รู้สิ่งที่ตนเองยังต้องพัฒนา
- การสอนและการใช้เครื่องมือ
ใช้บทกลอนชนิดของคำนาม จากเพจรักษ์ภาษาไทย ซึ่งเป็นการรวมสาระสำคัญเรื่องคำนามทั้ง 7 ชนิดไว้พร้อมยกตัวอย่างนำมาเป็นเครื่องมือช่วยจำ โดยครูนัจรีย์ทำหน้าที่คอยสังเกต จากนั้นสอนเนื้อหาสอดแทรกโดยการตั้งคำถาม เช่น อ่านบทกลอนนี้แล้วนักเรียนรู้อะไรบ้าง คำนามคืออะไร และคำอะไรบ้างที่เป็นคำนาม เป็นต้น ซึ่งสร้างความกระตือรือร้นให้แก่ผู้เรียนมากกว่าการเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว
- การฝึกปฏิบัติ
กิจกรรมถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ในชั่วโมงแรก เป็นกิจกรรมรายบุคคล คือ กิจกรรม “บอกคำนาม” โดยนักเรียนแต่ละคนต้องคิดคำนามมา 2 คำ คือ “คำนามทั่วไป” กับ “คำนามชี้เฉพาะ” โดยครูนัจรีย์จะใช้วิธีสุ่มถาม เพื่อให้นักเรียนแต่ละคนออกมานำเสนอหน้าชั้น และเพื่อน ๆ ที่เหลือ จะช่วยกันวิเคราะห์ว่าถูกหรือไม่เพราะอะไร โดยกิจกรรมนี้มีเงื่อนไขห้ามซ้ำกัน
.
ส่วนในในชั่วโมงที่ 2-3 (คาบเรียนไม่ต่อเนื่องกับชั่วโมงที่ 1) มีการสอนชนิดคำนามที่เหลือ จากนั้นจึงให้นักเรียนทำกิจกรรมกลุ่ม “แยกได้หรือไม่” โดยให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม มาจับบัตรคำและช่วยกันคิดในกลุ่มว่าบัตรคำที่ได้เป็นคำนามชนิดใดก่อนมาเขียนนำเสนอ ซึ่งเด็กแต่ละคนก็จะมีบทบาทช่วยกันวิเคราะห์ว่าใช่หรือไม่ใช่ด้วย โดยกิจกรรมทั้ง 2 ช่วง ครูนัจรีย์ได้ประเมินเด็กแต่ละคนไปด้วยเช่นกัน
- การทบทวนหลังปฏิบัติงาน (AAR)
ครูนัจรีย์จะใช้กระบวนการตั้งคำถาม เพื่อถอดบทเรียนให้นักเรียนเห็นพัฒนาการการเรียนรู้ของตัวเอง เช่น นักเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับคำนามบ้างคำนามทั่วไปเป็นอย่างไร จงยกตัวอย่างคำนามชี้เฉพาะเป็นอย่างไร เป็นต้น จากนั้นจึง ทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) เพื่อดูพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนว่าดีขึ้นหรือไม่
.
ครูนัจรีย์ ประเมินการสอนเรื่องนี้ โดยบอกว่า ข้อค้นพบ คือ การใช้กลอนชนิดของคำเป็นเครื่องมือช่วยจำทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาได้เร็วขึ้น ส่วนการที่นักเรียนทำข้อสอบหลังเรียนไม่ได้เป็นเพราะอ่านภาษาไทยไม่คล่อง (แต่คุณครูนัจรีย์สังเกตว่าในการเรียนเขาสามารถพูดตอบคำถามได้) จึงใช้การสร้างบรรยากาศนักเรียนได้เปิดใจคุยถึงปัญหาที่พบและใช้วิธีเพื่อนสอนเพื่อน ช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
.
.
จากความรู้สู่การปฏิบัติ
.
จากเรื่องเล่าของ “ครูรีย์” นัจรีย์ หมีนพราน ที่ใช้ช้กระบวนการ Active Learning 4 ขั้นตอน มาทำการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพของผู้เรียน หากเชื่อมโยงกับสาระในหนังสือ “ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง” โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช แปลและเรียบเรียงไว้ จะเห็นบทบาทครูที่เชื่อมโยงใน 3 บทอย่างชัดเจน คือ บทที่ 3 ปูพื้นฐานสู่การเรียนรู้ระดับสูง, บทที่ 5 เรียนระดับผิว (ตอนที่2) และ บทที่ 8 ประเมินผลกระทบ
.

หากอ้างอิงเนื้อหาในหนังสือ “ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง” โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช บทที่3 ปูพื้นฐานสู่ผลการเรียนระดับสูง ระบุว่า ...สาระสำคัญ คือ 3 ปัจจัยหลักสู่การเรียนรู้ ได้แก่ ความท้าทาย การบรรลุเป้าหมายด้วยตนเอง และมีเป้าหมายการเรียนรู้ โดยมีเกณฑ์บอกความสำเร็จ...
.
จากเรื่องเล่า จะเห็นบทบาทของครูนัจรีย์ หมีนพราน ทั้ง 3 กระบวนการ คือ
- ความท้าทาย
จากเรื่องเล่าครูนัจรีย์ จะสร้างความท้าทายให้แก่ผู้เรียนโดยการมอบโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้น และคำนึงถึงความรู้สะสมเดิมที่ผู้เรียนมีอยู่ จากกิจกรรมบอกคำนาม สู่การทำกิจกรรมแยกชนิดของคำนาม และออกแบบกิจกรรมที่สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียน ด้วยกิจกรรมกลุ่มจำแนกชนิดคำนาม ก่อให้เกิดการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน
- การบรรลุเป้าหมายด้วยตนเอง
ครูนัจรีย์พยายามให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายด้วยตนเอง โดยจัดบรรยากาศการเรียนให้ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัย และพร้อมเรียนรู้ด้วยการพูดคุยกับเด็ก นอกจากนี้ยังให้กำลังใจตลอดการทำกิจกรรม โดยเฉพาะช่วงกิจกรรมกลุ่ม เช่น ชมเมื่อเขาตั้งใจทำงาน หรือเมื่อนักเรียนเริ่มกังวลก็ให้แนวคิดสร้างความมั่นใจแก่นักเรียน
- มีเป้าหมายการเรียนรู้ โดยมีเกณฑ์บอกความสำเร็จ
ในกระบวนการสอน ครูนัจรีย์มีการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ชัดเจน คือ “ผู้เรียนต้องเข้าใจและแยกแยะคำนามได้” ซึ่งระหว่างกระบวนการ ครูนัจรีย์จะคอยประเมินการเรียนรู้แต่ละคนอย่างทั่วถึง โดยสังเกตจากการอธิบายและแย้งกันด้วยเหตุผลของผู้เรียนแต่ละคน จากนั้นจึงให้คำแนะนำป้อนกลับได้เหมาะสมและทันท่วงที นอกจากนี้ครูนัจรีย์ได้ใช้วิธีวัดเป้าหมายการเรียนรู้ด้วยการประเมินก่อนสอน-หลังสอน เพื่อให้เห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น

อ้างอิงเนื้อหาในหนังสือ “ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง” โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช บทที่ 5 เรียนระดับผิว (ตอนที่2) เนื้อหามีการระบุว่า ...ครูสอนภาษาต้องไม่ใช่แค่สอนไปตามหลักสูตรกำหนด ต้องมีหลักคิดช่วยกำหนดพฤติกรรมการสอนของครู เพื่อช่วยให้นักเรียนมีพื้นฐานทางภาษาที่มั่นคงแข็งแรง ซึ่งจะเป็นคุณต่อชีวิตในภายภาคหน้า ทักษะการมีคลังคำที่มีความสำคัญ (ใช้บ่อย) มีมาก และรู้ความหมายลึก ช่วยอ่านหนังสือได้คล่อง ได้ใจความ และสนุก...
.
จากเรื่องเล่า จะเห็นบทบาทของครูนัจรีย์ หมีนพราน ดังนี้
- การใช้เครื่องมือช่วยจำ (Mnemonics)
ช่วยให้นักเรียนเห็นรูปแบบ (Pattern) ของคำนาม และจดจำได้ดีขึ้น โดยครูนัจรีย์ได้ใช้บทกลอนชนิดของคำนาม จากเพจรักษ์ภาษาไทย ซึ่งจากข้อสรุปของครูนัจรีย์พบว่า การใช้กลอนและให้อ่านเป็นจังหวะจะมีลักษณะคล้ายเพลงเด็ก ๆ จะชอบ และจำได้ง่าย
- จัดกลุ่มคำหรือหลักการ
ใช้การถาม-ตอบ สอนเนื้อหาสอดแทรกระหว่างที่นักเรียนอ่านบทกลอนชนิดของคำนาม โดยการตั้งคำถาม สร้างความกระตือรือร้นให้แก่ผู้เรียน ช่วยให้นักเรียนเห็นรูปแบบ (Pattern) ของคำนาม ชนิดของคำนาม ทำให้นักเรียนสามารถแยกย่อยชนิดคำนามได้ และช่วยเพิ่มคลังคำศัพท์ให้แก่ผู้เรียนอีกด้วย
- ให้ผู้เรียนฝึกสรุป
เป็นกระบวนการทำให้ผู้เรียนจับประเด็นสำคัญของตัววิชาได้ ไม่หลงประเด็น เป็นพื้นฐานการเรียนระดับลึกและระดับเชื่อมโยงต่อไป ซึ่งครูนัจรีย์ใช้การทำกิจกรรมรายบุคคล (บอกคำนามทั่วไปและคำนามชี้เฉพาะ) และเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนได้ใช้เหตุผลในการสนับสนุนหรือโต้แย้งความถูกต้อง และการทำกิจกรรมกลุ่ม (วิเคราะห์ แยกชนิดคำนาม) โดยนำบัตรคำนามที่ได้รับแต่ละกลุ่มไปแยกบนตารางรวม เพื่อให้เพื่อนนักเรียนได้เกิดการทบทวนและร่วมอภิปรายอีกครั้ง
- เรียนแบบร่วมมือกับเพื่อน
นอกจากให้ประโยชน์ทั้งการเรียนระดับผิวในขั้นตอนการหลอมรวมความรู้แล้ว การทำกิจกรรมกลุ่มที่ครูนัจรีย์ออกแบบให้แต่ละกลุ่มได้วิเคราะห์ แยกชนิดคำนาม ทำให้แต่ละกลุ่มต้องมีมีการแบ่งหน้าที่ภายในกลุ่ม และ ช่วยกันคิด วิเคราะห์คำตอบ จากบัตรคำที่แต่ละกลุ่มได้รับ ซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาสมรรถนะในด้านอื่น ๆ เช่น ความร่วมมือ การสื่อสาร และการจัดการ เป็นต้น ได้อีกด้วย

จากเรื่องเล่า จะเห็นบทบาทของครูรีย์ที่เชื่อมโยงกับเนื้อหาบทที่ 8 ประเมินผลกระทบ จากเนื้อหาหนังสือ “ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง” โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ซึ่งมีเนื้อหา คือ
.
...สาระสำคัญ คือ ครูต้องประเมินผลกระทบของบทเรียนต่อการเรียนรู้ของนักเรียน และใช้ข้อมูลมาคิดดำเนินการปรับปรุงวิธีการสอนของตน รวมทั้งใช้ข้อมูลนักเรียนที่เรียนอ่อนและต้องการความช่วยเหลือ ในการดำเนินการช่วยเหลือเป็นรายคน เพื่อให้นักเรียนทุกคนบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด...
.
จากเรื่องเล่า จะเห็นบทบาทของครูนัจรีย์ หมีนพราน ดังนี้
- มีคุณสมบัติครูที่ตระหนักในหลักของบทเรียนที่ดี ได้แก่
- มีเป้าหมายการเรียนรู้ชัดเจน คือ “ผู้เรียนต้องเข้าใจและแยกแยะคำนามได้”
- ตั้งเกณฑ์ความสำเร็จของเป้าหมายการเรียนชัดเจน ด้วยการประเมินก่อนสอน-หลังสอน
- ตั้งเกณฑ์ความสำเร็จระดับคุณภาพชัดเจน นักเรียนเข้าใจง่าย และท้าทายให้นักเรียนบรรลุเป้าหมายของตนเองด้วยโจทย์เรียนรู้เรื่องคำนามที่ซับซ้อนอย่างเป็นลำดับขั้น
- ทำให้นักเรียนรู้ว่าตัวเองอยู่จุดไหนของเกณฑ์ความสำเร็จ ด้วยการพูดคุยและสังเกตผู้เรียนระหว่างกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเป็นการประเมินผู้เรียนรูปแบบหนึ่ง
- ทำการประเมินผู้เรียนก่อนสอน (Pre-assessment หรือ Pre-test)
- ใช้การชวนพูดคุย การถามคำถาม และการทำข้อสอบ
- ทำให้คุณครูรู้ความรู้พื้นฐานของนักเรียน
- นักเรียนได้รู้จักตนเอง ว่ามีความรู้เรื่องคำนามอย่างไร มีจุดใดต้องพัฒนา
- นำผลไปออกแบบดำเนินการช่วยเหลือนักเรียนระหว่างกระบวนการเรียนรู้
- ทำการประเมินผู้เรียนหลังสอน (Post-assessment หรือ Post-test)
- ดำเนินการในรูปแบบโจทย์แบบมีตัวเลือก
- นำผลไปปรับการออกแบบการเรียนการสอนในครั้งต่อไป
.
.
เรียบเรียงข้อมูลจาก
.
สอนวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนบ้านตะโละใส จ.สตูล
